โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง
ด้วยการแปรสภาพพลังงานสะสมของถ่านลิกไนต์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า
โดยใช้น้ำเป็นตัวกลาง
กระบวนการแปรสภาพพลังงานดังกล่าว มีขั้นตอนดังนี้
-
เปลี่ยนพลังงานสะสมในถ่านลิกไนต์ให้เป็นพลังงานความร้อน โดยการเผาใหม้หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการสันดาป (Combusion or Oxidation)
-
พลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ถูกส่งผ่านไปให้กับน้ำทำให้น้ำกลายเป็นไปน้ำ อุณหภูมิและความดันสูง
-
เปลี่ยนพลังงานความร้อนของไอน้ำให้เป็นพลังงานกล โดยใช้ไอน้ำไปหมุนกังหันไอน้ำ
-
เปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยให้กังหันไอน้ำไปหมุุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นการสิ้นสุดขั้นตอนการแปรสภาพพลังงาน
การทำงานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
การทำงานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าพลังงานความ
ร้อนทั่วไป โดยใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง อุปกรณ์ของโรงไฟฟ้า ประกอบด้วย
-
เครื่องอุ่นอากาศ (Air Heater) เป็นอุปกรณ์เพิ่มอุณหภูมิแก่อากาศก่อนที่จะเข้าไปช่วยในการเผาไหม้เชื้อเพลิง
เครื่องอุ่นอากาศนี้ทำงานโดยรับความร้อนจากก๊าซร้อนที่ออกจากหม้อน้ำ และถ่ายความร้อนดังกล่าวให้กับอากาศ
-
แผงท่อรับความร้อน (Economizer)
คือแผงท่อน้ำซึ่งทำให้น้ำที่เข้าไปในหม้อน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
แผงนี้จะติดตั้งอยู่บริเวณช่วงสุดท้ายก่อนที่ก๊าซร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้
จะออกจากตัวหม้อน้ำ
เพื่อรับความร้อนจากก๊าซร้อนและถ่ายเทให้แก่น้ำที่เข้าหม้อน้ำ
-
เครื่องแยกไอน้ำ ( Boiler Drum)
ลักษณะเป็นเหล็กหนารูปแคปซูลที่สามารถทนความดันและอุณหภูมิสูง
ภายในเครื่องแยกไอน้ำมีอุปกรณ์ Cyclone Separator และ Steam Scrubber
ทำหน้าที่แยกไอน้ำออกจากน้ำ
โดยอาศัยหลักของแรงหนีศูนย์กลางและการเปลี่ยนทิศทางการไหล
-
หม้อน้ำ (Boiler)
คือตัวเตาซึ่งมีท่อเหล็กทนต่อความดันและอุณหภูมิสูงประกอบกันเป็นผนัง 4
ด้านของเตา ภายในท่อเหล่านจะมีน้ำไหลวนอยู่
ส่วนบนของตัวเตามีแผงท่อไอน้ำแขวนลอย
เป็นท่อรับไอน้ำที่ออกจากเครื่องแยกไอน้ำ(Boiler Steam Drum)
มารับความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงอีกครั้งเพื่อเพิ่มอุณหภูมิแก่ไอน้ำ
ให้สูงขึ้นและส่งไอน้ำอุณหภูมิสูงนี้ออกจากหม้อน้ำไปยังท่อนำไอน้ำเพื่อไป
หมุนเครื่องกังหันไอน้ำ
การทำงานของระบบหม้อน้ำ
ขั้นแรก น้ำบริสุทธิ์ปราศจากแร่ธาตุ (Demineralizer Water)
จะถูกสูบเข้าไปสู่หม้อน้ำในระดับที่เหมาะสม จากนั้นจะจุดเชื้อเพลิงภายในเตา
ความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงส่งผ่านไปยังน้ำในท่อผนังเตา
ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดการไหลเวียน
น้ำที่มีอุณหภูมิสูงจนกลายเป็นไอน้ำและมีความดันสูงขึ้น
จะไหลเข้าสู่เครื่องแยกไอน้ำเพื่อแยกไอน้ำออก
ไอน้ำจะไหลเข้าสู่แผงท่อไอน้ำเพื่อรับความร้อนจากก๊าซร้อนที่เกิดจากการเผา
ไหม้เชื้อเพลิงอีกครั้งหนึ่ง
จนมีอุณหภูมิสูงขึ้นพอเหมาะที่จะไหลออกจากหม้อน้ำ
ผ่านไปยังท่อนำไอน้ำเพื่อไปหมุนเครื่องกังหันไอน้ำต่อไป
การทำงานของเครื่องกังหันไอน้ำ (Steam Turbine)
เครื่องกังหันไอน้ำ
ใช้เปลี่ยนพลังงานความร้อนของไอน้ำให้เป็นพลังงานกล มีส่วนประกอบสำคัญคือ
ระบบควบคุม (Governor System) เพลาหมุนและใบพัด (Roter & Moving Blade)
ตัวถังและใบพัด ( Casing & Stationary Blade)
และเครื่องควบแน่น(Condenser)
ไอน้ำอุณหภูมิและความดันสูงจากท่อนำไอน้ำจะไหลผ่านวาล์วของระบบควบคุม
(Governing Control
System)ซึ่งจะควบคุมการไหลของไอน้ำให้อยู่ในภาวะที่ต้องการเข้าสู่เครื่อง
กังหันไอน้ำ ซึ่งประกอบด้วยตัวถังมีเพลาหมุนและใบพัดติดตั้งอยู่ภายใน
เมื่อไอน้ำไหลเข้าไปในตัวกังหัน
ความดันของไอน้ำจะลดลงและเกิดการขยายตัวทำให้ปริมาตรของไอน้ำเพิ่มขึ้น
มีผลให้ความเร็วในการไหลของไอน้ำสูงขึ้น
เมื่อไอน้ำความเร็วสูงนี้ไปปะทะกับใบพัด (Moving Blade)
จำนวนหลายชุดที่ติดอยู่กับเพลา
ก็จะผลักดันให้เพลาของกังหันหมุนก่อกำเนิดพลังงานกล
เมื่อไอน้ำผ่านชุดของใบพัดจนครบ ความดันและอุณหภูมิจะลดลง
ไอน้ำจะไหลออกจากกังหัน
เข้าสู่เครื่องควบแน่นซึ่งมีท่อโลหะสอดขวางอยู่เป็นจำนวนมากภาย
ในท่อมีน้ำเพื่อใช้ระบายความร้อนไหลอยู่
เมื่อไอน้ำไหลเข้าสู่เครื่องควบแน่นไอน้ำจะถ่ายเทความร้อนให้น้ำไนท่อ
ส่วนตัวไอน้ำเองจะควบแน่นและเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
และถูกสูบวนกลับเข้าหม้อน้ำอีก
การทำงานของระบบกังหันที่กล่าวมานี้เป็นเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น
ในการทำงานจริงจะมีระบบอื่น ๆ เสริม เช่น เครื่องอุ่นน้ำ
ปั๊มน้ำมันความดันสูง เครื่องดูดอากาศ เป็นต้น
เพือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินระบบเครื่องกังหันไอน้ำ
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าติดตั้งอยู่ในแนวระดบเดียวกับเครื่องกังหันไอน้ำ
โดยเพลาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะต่อโดยตรงเข้ากับเพลาของเครื่องกังหันไอน้ำ
เมื่อเพลาเครื่องกังหันไอน้ำหมุนก็จะทำให้เพลาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนไปด้วย
ที่เพลาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามีตัวนำพันอยู่กับแกนเหล็ก
ไฟฟ้ากระแสดตรงจะถูกจ่ายห้กับตัวนำนี้
ดังนั้นจะเกิดสนามแม่เมหล็กขึ้นที่เพลาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
เมื่อเพลาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุุน สนามแม่เหล็กก็หมุนไปด้วย
สนามแม่เหล็กนี้จะเหใุนไปตัดกับตัวนำอีกชุดหนึ่งซึ่งพันอยู่กับแกนเหล็กที่
ติดอยู่รอบตัวถังของเครื่องกำเนิกไฟฟ้า
ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำและเกิดกระแสไฟ้าไหลในตัวนำที่ติดอยู่กับตัวเครื่อง
กำเนิดไฟฟ
กระสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้จะส่งเข้าไปยังหม้อแปลงไฟฟ้าแรงดันสูงเพื่อจ่าย
ใ้ห้กับสายส่งแรงสูงต่อไป
เครื่องกำเนิดไฟฟ้ายังประกอบด้วยระบบอุปกรณ์อื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ระบบระบายความร้อน ระบบควบคุม ฯลฯ
ขั้นตอนการใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง
ถ่านลิกไนต์ที่ขุดจากเหมืองแม่เมาะ
ถูกส่งเข้ามาบดในเครื่องย่อยถ่านชุดแรกและผ่านออกมาในขนาดไม่โตกว่า 30
ลบ.ซม. จากนั้นจะใช้สายพานลำเลียงมากองไว้ยังบานกองย่อย
ถ่านจากลานกองจะถูกส่งขึ้นมายังโรงย่อยถ่าน
โดยมีระบบแม่เหล็กไฟฟ้าและระบบตรวจสอบโลหะ เพื่อแยกโลหะไม่พึงประสงค์ออก
ก่อนนจะผ่านไปยังเครื่องย่อยถ่านชุดที่สอง
ซึ่งจะย่อยถ่านให้มีขนาดไม่โตกว่าา 3 ลบ.ซม. และส่งไปเก็บไว้ในยุ้งถ่าน
(Coal Bunker) ในตัวโรงไฟฟ้าเพื่อเตรียมใช้งานต่อไป
ถ่านลิกไนต์ติดไฟค่อนข้างยาก ในช่วงแรกของการจุดเตาจึงต้องใช้ Light Oil
จุดนำก่อน โดยใช้หัวฉีดน้ำมัน ฉีด Light Oil
ให้กระจายเป็นฝอยเข้าไปในตัวเตาใช้ระบบจุดระเบิดโดยการ Sprak
ของไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ Light Oil ลุกไหม้ภายในเตา เมื่อการเผาไหม้ Light Oil
อยู่ในสภาวะคงที่ (Stable) และอุณภูมิภายในเตาสูงพอ
จึงจะเริ่มเผาถ่านลิกไนต์
ถ่านลิกไนต์จากยุ้งเก็บถ่านถูกป้อนเข้าโม่บดดดยเครื่องป้อนถ่าน (Coal
Feeder) ซึ่งเป็นตัวควบคุมปริมาณถ่านที่จะเผา
ในโม่บดถ่านจะมีลมร้อนจากเครื่องอุ่นอากาศเป่าเข้าไปในโม่
ถ่านจะถูกบดโดยมีลมร้อนเป็นตัวกวนให้การบดมีประสิทธิภาพดีและไล่ความชื้นออก
จากถ่าน
ถ่านที่บดแล้วจะมีขนาดประมาณ 75/1000 มิลลิเมตร และอุณภูมิประมาณ 60
องศาเซลเซียส ถูกลมร้อนพาขึ้นไปตามท่อส่งถ่านไปยังหัวฉีดถ่าน (Coal Burner)
หัวฉีดถ่านจะทำหน้าที่ควบคุมให้ถ่านกระจายเข้าไปในเตาอย่างมีระเบียบ
เมื่อผงถ่านปะทะกับ Light Oil ที่กำลังลุกไหม้และมีอุณภูมิสูง
ผงถ่านจะติดไฟและเกิดการเผาไหม้ขึ้น ในช่วงนี้ก็จะหยุดใช้ Light Oil
และใช้ถ่านเพียงอย่างเดียวได้
การเผาถ่านจะทำให้เกิดขึ้เถ้า ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
-
ขี้เถ้าหนัก (Wet Ash) จะตกลงสู่ก้นเตาและถูกลำเลียงออกจากเตาโดยระบบสายพานเหล็ก (Scrapper Conveyor)
-
ขี้เถ้าเบา (Fly Ash or Dry Ash) จะปนไปกับก๊าซร้อน
ปริมาณขี้เถ้าเบาที่เกิดขึ้นมีปริมาณร้อยละ 80-95
ของขี้เถ้าที่เกิดขึ้นทั้งหมด
จึงต้องมีการติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นไฟฟ้าสถิต (Electrostatic
Precipitator) เพื่อแยกฝุ่นออกจากก๊าซร้อน ก่อนจะปล่อยก๊าซออกทางปล่องควัน
การทำงานของเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 8-13
เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue gas desulfurization)
หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า FGD นั้น
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แยกก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์
ออกจากก๊าซไอเสียที่ได้จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกัมมะถันปนอยู่ในเชื้อ
เพลิง FGD ที่ใช้สำหรับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 8-13 เป็น FGD
ชนิดเปียก (Wet type FGD)
ซึ่งมีประสิทธิภาพในการจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูงถึง 92-95 % ใน FGD
ระบบนี้จะใช้หินปูน (Calsium Carbonate, CaCO3) เป็นตัวดูดซับ
(Absorbant) และจะได้ยิบซั่ม (Gypsum, CaSO4 2H2O) เป็นผลผลิต (By
product)
เราสามารถอธิบายการทำงานของ FGD โรงไฟฟ้าแม่เมาะ หน่วยที่ 8-13 ได้พอสังเขปโดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
-
ระบบเตรียมน้ำหินปูน (Slurry Preparation system)
- หินปูนจะถูกส่งโดยรถบรรทุกมายังบริเวณ FGD
หินปูนดังกล่าวจะถูกชั่งน้ำหนัก และลำเลียงเข้าไปเก็บไว้ในยุ้งเก็บหินปูน
(Lime Stone Silo) หินปูนจากยุ้งเก็บจะถูกป้อนเข้าสู่โม่บดหินปูน
ผ่านทางสายพาน (Lime Stone Feeder)
หินปูนจะถูกบดผสมกับน้ำด้วยอัตราส่วนที่เหมาะสมภายในโม่บดหินปูนจนเป็นของ
เหลว และไหลลงสู่ถังพัก (Mill recycle tank)
น้ำหินปูนเหลวจะถูกปั๊มจากถังพักไปยังชุดแยกขนาด (Hydro cyclone)
โดยหินปูนเหลวที่ถูกบดได้ขนาดแล้วจะผ่านชุดแยกขนาดไปเก็บไว้ในถังป้อนน้ำหิน
ปูน (Reagent feed tank)
ส่วนหินปูนที่ยังไม่ได้ขนาดจะไหลกลับไปยังโม่บดเพื่อบดอีกครั้งจนได้ขนาด
ที่ถังป้อนน้ำหินปูนจะมีปั๊ม Reagent feed pump
ติดตั้งเพื่อปั๊มน้ำหินปูนไปใช้ในระบบอื่น ๆ ต่อไป
และระบบดังกล่าวยังถูกออกแบบให้มีการไหลวน (Recirculate) ของน้ำหินปูนด้วย
ทั้งนี้เพื่อป้องกันน้ำหินปูนอุดตันภายในท่อ นอกจากนี้ยังมีชุดใบพายกวน
(Agitator) ติดตั้งอยู่ที่ถังป้อนน้ำหินปูน
เพื่อกวนไม่ให้น้ำหินปูนตกตะกอนด้วย
-
ระบบจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Absorber system)
- อุปกรณ์ที่ใช้จับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Absorber)
จะมีลักษณะคล้ายหอคอย (Tower) โดยภายในจะฉาบ (Liner) ด้วยสารทนกรด
ทั้งนี้เพื่อป้องกันการกัดกร่อน ที่ส่วนบนของ Absorber
จะมีชุดอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (Gas to gas heater)
ติดตั้งอยู่ทั้งทางด้านเข้าและออกจาก Absorber
อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนนี้มีลักษณะเป็นท่อคล้ายหม้อน้ำรถยนต์
ดังนั้นเมื่อก๊าซไอเสียที่มีอุณหภูมิสูงผ่านเข้ามา
ก็จะถ่ายเทความร้อนให้น้ำภายในท่อร้อนขึ้น
และก๊าซไอเสียที่ออกจากอุปกรณ์ถ่ายเทความร้อนจะมีอุณหภูมิต่ำลง
ส่วนน้ำในท่อที่ร้อนขึ้นก็จะไหลเวียนไปยังชุดถ่ายเทความร้อนชุดที่ติดตั้ง
อยู่ทางด้านออกของ Absorber เพื่อถ่ายเทความร้อนให้ก๊าซไอเสียที่จะออกจาก
Absorber ให้ร้อนขึ้นต่อไป
-
ที่ส่วนล่างของ Absorber จะมีลักษณะเป็นอ่าง (Sump) และมีน้ำผสมน้ำหินปูนบรรจุอยู่ และมีอุปกรณ์ที่สำคัญติดตั้งอยู่ คือ
-
recirculating pump เป็นปั๊มจำนวน 4 ตัว (ปกติเดิน 3 ตัว Stand-by 1
ตัว) มีหน้าที่ปั๊มน้ำผสมน้ำหินปูน
จากส่วนล่างขึ้นไปยังชุดหัวฉีดที่ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนกลางของ Absorber
-
Absorber bleed pump เป็นปั๊มจำนวน 2 ตัว (ปกติเดิน 1 ตัว Stand-by 1
ตัว) มีหน้าที่ปั๊มน้ำผสมยิบซั่มจากอ่าง Absorber
ไปยังระบบแยกน้ำออกจากยิบซั่ม
-
Oxidation air blower เป็นอุปกรณ์อัดอากาศจำนวน 3 ตัว (ปกติเดิน 2
ตัว Stand-by 1 ตัว) ทำหน้าที่อัดอากาศเข้าไปในอ่างของ Absorber
เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเติมออกซิเจน (Oxidation) ในขบวนการผลิตยิบซั่ม
-
Absorber sump agitator เป็นอุปกรณ์ลักษณะคล้ายใบพาย เพื่อใช้กวนเพื่อให้สารละลายเข้ากันในอ่าง Absorber
ที่ส่วนกลางของ Absorber จะมีชุดหัวฉีด (nozzle)
ที่รับน้ำผสมน้ำหินปูนจากชุด Recirculating pump ติดตั้งอยู่
เพื่อทำให้เกิดการพ่นกระจาย (Spray) ของน้ำผสมน้ำหินปูนใน Absorber
ถัดจากชุดหัวฉีดลงมาจะมีชุดตะแกรง (grid pack)
เพื่อให้ละอองน้ำผสมน้ำหินปูนที่ฉีดจากหัวฉีดผสมกับก๊าซไอเสียได้ดียิ่งขึ้น
และระหว่างชุดหัวฉีดทางด้านออกของ Absorber กับชุดแลกเปลี่ยนความร้อน
จะมีตะแกรงดักละอองน้ำ (Misteliminator) ติดตั้งอยู่
เพื่อดักไม่ให้ละอองน้ำปะปนออกไปกับก๊าซไอเสียที่ถูกแยกก๊าซซัลเฟอร์
ไดออกไซด์ออกไปแล้ว
-
การทำงานของระบบจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จะเริ่มต้นที่
เมื่อก๊าซไอเสียจากหม้อน้ำ (Boiler) ผ่านเครื่องจับฝุ่น (Electrostatic
Precipitator) แล้ว และมีอุณหภูมิประมาณ 163 ํ C
ไหลผ่านชุดแลกเปลี่ยนความร้อนเข้ามาใน absorber
อุณหภูมิของก๊าซไอเสียจะลดลงเหลือ 145 ํ C
ก๊าซไอเสียดังกล่าวก็จะปะทะและคลุกเคล้ากับน้ำผสมน้ำหินปูนที่ถูกฉีดออกจาก
หัวฉีดใน absorber น้ำส่วนหนึ่งจะระเหยกลายเป็นไอปนไปกับก๊าซไอเสีย
และอุณหภูมิของก๊าซไอเสียใน absorber ก็จะเย็นลงถึงอุณหภูมิอิ่มตัว
(Saturated Temperature) ที่ประมาณ 62 ํC
แต่เนื่องจากปริมาณน้ำที่พ่นกระจายออกจากหัวฉีดได้ถูกออกแบบไว้ให้มีปริมาณ
สูงกว่าอัตราการระเหยมาก
จึงทำให้มีน้ำผสมน้ำหินปูนบางส่วนตกกลับลงมายังอ่างด้านล่างของ absorber
และน้ำผสมน้ำหินปูนเหล่านี้เอง
จะละลายเอาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกจากก๊าซไอเสีย
โดยมีการเติมอากาศเข้ามาใน absorber จาก Oxidation blower
ดังนั้นจึงเกิดปฏิกิริยาเติมออกซิเจน (Oxidation)
ขึ้นในขบวนการจนได้เป็นยิบซั่ม (CaSO4 2H2O) ออกมา ดังสมการ
-
CaCO3 + SO2 + 1/2O2 + 2H2 O ----> CaSO4 .2H2 O + CO2
-
จากปฏิกิริยาดังกล่าว ก๊าซไอเสียที่ไหลออกจาก absorber
จะมีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ปนอยู่น้อยมาก ก่อนที่ก๊าซไอเสียดังกล่าวจะออกจาก
absorber ก๊าซไอเสียดังกล่าวจะผ่านตะแกรงเพื่อดักเอาละอองน้ำออก
และผ่านไปยังอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นประมาณ
80 ํ C แล้วจึงไหลออกจาก absorber ระหว่าง absorber
กับปล่องควันจะมีพัดลมช่วย (Booster fan)
เป็นตัวดูดเอาก๊าซไอเสียไปยังปล่องควัน และปล่อยออกสู่บรรยากาศภายนอกต่อไป
ส่วนยิบซั่มที่เกิดขึ้นเป็นผลึกปนอยู่กับสารละลายในอ่าง absorber
และจะถูก Absorber bleed pump ปั๊มส่งไปยังระบบแยกน้ำออกจากยิบซั่มต่อไป
-
จะเห็นว่าระบบจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกจากก๊าซไอเสียนั้น สามารถจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ปริมาณที่สูงมาก คือ
-
ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก่อนเข้า absorber ประมาณ 17 ตัน/ชม.
ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ภายหลังผ่าน absorber ประมาณ 0.8-0.9 ตัน/ชม.
- ระบบแยกน้ำออกจากยิบซั่ม (Gypsum dewatering system)
- ยิบซั่มเหลวผสมน้ำจาก Absorber bleed pump
จะถูกส่งไปยังเครื่องแยกน้ำที่มีลักษณะเป็นสายพานที่มีรูพรุน
และมีส่วนใต้ของสายพานจะติดอยู่กับระบบปั๊มสูญญากาศ (Vacuum pump)
เพื่อดูดน้ำให้แยกออกจากยิบซั่ม น้ำดังกล่าวจะไปรวมเก็บไว้ในถัง
Reclaimed water tank เพื่อเตรียมนำกลับไปใช้ในระบบอื่น ๆ
ส่วนผลึกยิบซั่มจะไปกับสายพาน
และไหลลงสู่สายพานส่งเส้นต่อไปเพื่อนำไปทิ้งหรือใช้งานอื่น ๆ ต่อไป
จะเห็นว่าขบวนการในการแยกก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกจากก๊าซไอเสีย จนเกิดเป็นยิบซั่ม มีสิ่งที่ต้องใช้ในขบวนการ 3 อย่าง คือ
| หินปูน ใช้ประมาณ (คิดที่ 100% CaCO3 ในหินปูน) |
12.2 |
17 |
ตัน/ช.ม. |
| (คิดที่ 80% CaCO3 ในหินปูน) |
15 |
21 |
ตัน/ช.ม. |
| น้ำ ใช้ประมาณ (ซึ่งน้ำที่ใช้จะเป็นน้ำที่ทิ้งจากระบ อื่น ๆ ในการผลิตกระแสไฟฟ้า) |
70 |
72 |
ตัน/ช.ม. |
| พลังงาน ใช้ประมาณ (ใช้ในการขับปั๊ม พัดลม และอุปกรณ์อื่น ๆ) |
4,800 |
6,000 |
ตัน/ช.ม. |
จากที่กล่าวมาเป็นเพียงการทำงานพอสังเขปของ FGD เท่านั้น
เพราะในระบบทำงานจริงมีรายละเอียดในการทำงานมากมาย เช่น
จะต้องควบคุมความเป็นกรด ด่าง ระดับของของเหลว อุณหภูมิ ฯลฯ
ซึ่งใช้ระบบควบคุมด้วย Computer ที่ทันสมัย
เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่สูงสุด ดังนั้น
ราคาจึงค่อนข้างสูง
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการลดมลภาวะแล้วก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
|
|
|
|